มะเร็ง VS สารให้ความหวาน…เชื่อใครดี?

 

หลายข้อมูล หลากผลวิจัย เกี่ยวกับโทษของสารให้ความหวาน โดยเฉพาะแอสปาร์แตม และแซ็กคาริน ก่อให้เกิดมะเร็งในเม็ดเลือดขาวและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เรา…จะเชื่อใครดี?

 

หลังมีข้อกล่าวอ้างสารให้ความหวาน แอสปาร์แตมและแซ็กคารินก่อให้เกิดมะเร็ง ก็ได้มีข้อโต้แย้งที่มีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์อ้างอิง และมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าสารให้ความหวานไม่มีส่วนก่อความเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็ง และไม่ก่อให้เกิดโทษหากบริโภคตามกำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake-ADI) ของหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority-EFSA) และองค์กรอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Food and Drug Administration-USFDA) เช่น แอสปาร์แตม ควรบริโภคไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และแซ็กคาริน ควรบริโภคไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

 

ไม่นานมานี้มีบทความทางวิชาการสารเคมีก่อมะเร็งที่มีผลกระทบต่อสารพันธุกรรมจาก Kirkland, D และ Gatehouse, D (2015), Aspartame: A review of genotoxicity data, Food and Chemical Toxicology อ้างอิงจากผลการทดลองในห้องแล็บและการศึกษาวิจัยที่มีชื่อเสียง เปิดเผยว่า แอสปาร์แตม ซึ่งมาจากกรดแอสพาร์ติก (aspartic acid-กรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์ได้) และฟีนิลอะลานีน (phenylalanine-กรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้) ไม่มีสารเคมีก่อมะเร็งที่กระทบต่อสารพันธุกรรม ไม่มีข้อบ่งชี้การกลายพันธุ์ของยีนในการทดลองการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมในเซลล์แบคทีเรีย นิวเคลียสขนาดเล็กของไขกระดูก ความผิดปกติของโครโมโซม และเทคนิคการตรวจสอบและวัดการทำลายดีเอ็นเอในระดับเซลล์เดี่ยวๆ โดยได้รับการยืนยันในบทสรุปของบทความทางวิชาการนี้จากหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรป

 

อีกทั้งสมาคมสารให้ความหวานสากล (International Sweeteners Association-ISA) พิสูจน์ได้แล้วว่า ข้อสรุปการศึกษาวิจัยประเมินสารก่อมะเร็ง ผลข้างเคียงจากซูคราโลส จากการใช้หนูเป็นตัวทดลอง ของ Dr.Morando Soffritti และทีมจาก Ramazzini Institute นั้นไม่เป็นความจริง มีข้อโต้แย้งได้ และเป็นการศึกษาวิจัยเดี่ยว นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า สถาบันแห่งนี้เคยมีประวัติการทำวิจัยด้านการประเมินความปลอดภัยที่ไม่น่าเชื่อถือและมักได้รับคำวิจารณ์ถึงการออกแบบและการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาวิจัย ซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามแนวทางการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีผลการวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์อีกมากมายที่แสดงให้เห็นว่า ซูคราโลสสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย และผ่านการประเมินหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และหน่วยงานที่รับผิดชอบตามมาตรฐานโลกว่า เป็นส่วนผสมที่ปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

 

กว่า 1 ศตวรรษที่เราบริโภคสารให้ความหวานอย่างปลอดภัย ย้อนไปถึงการค้นพบ แซ็กคาริน สารให้ความหวานตัวแรกเมื่อ 140 ปีก่อน ร้อยกว่าปีแล้วที่สารให้ความหวานหลายประเภทได้ถูกพัฒนาขึ้นและนำมาใช้เป็นส่วนผสมของอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิดอย่างปลอดภัย กล่าวได้ว่าสารให้ความหวานเป็นหนึ่งในส่วนผสมในอาหารที่มีการศึกษาวิจัยและมีบทความทางวิชาการออกมามากที่สุดในโลกเลยทีเดียว

 

สารให้ความหวานยังได้รับการประเมินความปลอดภัยในการบริโภคจากหน่วยงานที่ได้มาตรฐาน เช่น คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหาร (FAO/WHO Joint Expert Committee on Food Additives: JECFA), หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority-EFSA), องค์กรอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Food and Drug Administration-USFDA), หน่วยงานมาตรฐานอาหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (Food Standards Australia and New Zealand-FSANZ), กระทรวงสาธารณสุขแคนาดา สำหรับในเอเชียก็เช่นกัน มีหน่วยงานต่างๆ ที่ประเมินแล้วว่า ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของสารให้ความหวานมีความปลอดภัยสามารถใช้บริโภคได้ เช่น หน่วยงานอาหารเกษตรและสัตวแพทย์สิงคโปร์ (Singapore Agri-Food & Veterinary Authority-AVA), หน่วยงานวิจัยและประเมินความเสี่ยงอาหารแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน (China National Center for Food Safety Risk Assessment-CFSA), ศูนย์ความปลอดภัยทางอาหารแห่งฮ่องกง (Hong Kong Centre for Food Safety-CFS), สถาบันการประเมินความปลอดภัยด้านอาหารและยาแห่งชาติ สาธารณรัฐเกาหลี (Korea National Institute of Food and Drug Safety Evaluation-NIFDS) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจากประเทศไทย (Thailand Food and Drug Administration-TFDA)

 

การเลือกที่จะเชื่อใคร โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถึงกันได้ไวอย่างยุคนี้ ควรดูที่ข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือจากองค์กรที่ได้มาตรฐานระดับโลก ซึ่งรับผิดชอบทางด้านนี้โดยตรง เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน เพราะนี่คือเรื่องของสุขภาพที่เราต้องใส่ใจ

 

แหล่งข้อมูล www.foodindustry.asia