ดื่มน้ำยิ่งเยอะยิ่งดีจริงหรือ

ดร.วราภรณ์ มลิลาส สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ว่าน้ำมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันและสุขภาพร่างกายของคนเรา การดื่มน้ำมากจนเกินไปไม่ดีต่อร่างกาย การดื่มน้ำควรดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มแต่น้อย และก็ดื่มบ่อยครั้งจะดีกว่า การดื่มมากๆคราวเดียวกันอาจเกิดผลเสียได้

 

ดื่มน้ำมากทำให้เสียชีวิตได้จริงหรือ

การดื่มน้ำมากจนเสียชีวิตอาจเกิดจาก ภาวะน้ำเป็นพิษ ภาวะน้ำเป็นพิษ คือ การดื่มน้ำโดยดื่มน้ำต่อเนื่องกันในปริมาณมาก วันนึงประมาณ 6-7 ลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าความต้องการของร่างกาย พอดื่มมากไปก็อาจทำให้เลือดมีการแลกเปลี่ยนสารอาหารต่างๆออกมา ทำให้แร่ธาตุบางอย่างออกจากเลือดมากเกินไป รวมถึงการที่ดื่มน้ำมากๆทำให้เกิดภาวะแบบน้ำท่วมปอดหรือสมองบวมได้ หรือถ้าดื่มน้ำน้อยก็มีผลเสียเช่นกัน

 

ดื่มน้ำน้อยมีผลเสียอย่างไร

การดื่มน้ำน้อยเกินไปมีผลเสียแน่นอน ยิ่งถ้าเราขาดน้ำไปเลย 2-3 วัน ถึงขั้นเสียชีวิตได้ และการมีน้ำน้อยเกินไป ทำให้เลือดของเรามีความเข้มข้นขึ้น อาจทำให้ระบบไหลเวียนภายในร่างกายผิดปกไป ก่อให้เกิดโรคอื่นๆที่อาจจะตามมาอีก เช่น โรคปวดไขข้อหรือข้ออักเสบ เพราะน้ำมีส่วนสำคัญในการชะล้างกรดยูลิกให้ออกไปกับปัสสาวะได้ ดังนั้น เราควรดื่มให้พอดี

 

ดื่มน้ำแค่ไหนเรียกพอดี

ความพอดีของแต่ละคนบุคคลมีไม่เหมือนกัน ซึ่งอันนี้ก็จะขึ้นอยู่กับเพศ วัย อายุ และกิจกรรมต่างๆที่ทำในแต่ละวัน โดยปกติ 8 แก้ว ก็เหมือนเป็นการไปเติมเต็มเพื่อให้อยู่ในภาวะที่สมดุล แต่ถ้าเรามีกิจกรรมที่พิเศษกว่านั้น กินรสเค็ม กินรสเผ็ด กินรสเปรี้ยว ก็ควรจะต้องมีการดื่มน้ำมากกว่าปกติ รวมถึงถ้าออกกำลังกายหนักมาก ก็ควรจะดื่มน้ำเพิ่มเข้าไป

 

อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกได้กำหนดสูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มในแต่ละวัน ดังนี้

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) x 2.2 x 30 = ปริมาณน้ำที่ควรดื่มในแต่ละวัน (ซีซี)

2

โดย 1,000 ซีซี = 1 ลิตร, 1 ลิตร = 5 แก้ว

 

อย่างไรก็ตามการดื่มน้ำ 6-8 แก้วจะดีต่อสุขภาพ และหากร่างกายเราขาดน้ำ ภายในร่างกายเราก็จะมีกลไกที่จะพยายามให้เราอยากจะดื่มน้ำ ก็คือ หิวกระหายนั่นเอง

 

ดื่มน้ำหลังตื่นนอนดีจริงหรือ

ช่วงเวลาในการดื่มน้ำก็จะมีความสัมพันธ์ต่อประโยชน์ที่เราจะได้รับจากน้ำ ช่วงเช้า ควรดื่มน้ำประมาณ 2-5 แก้วก่อนแปรงฟัน ก็จะเป็นช่วงเวลาที่สามารถขับของเสียที่เกิดขึ้นในช่วงที่เราหลับให้ออกไปจากร่างกายได้ดีที่สุด แล้วการดื่มน้ำก่อนอาหารก็ควรจะดื่มก่อนสักประมาณ 1 ชม. การจะดื่มน้ำหลังอาหารก็ควรจะดื่มหลังกินข้าวประมาณ 1 ชม. ทำให้ระบบย่อยต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการดื่มน้ำก่อนนอน แนะนำให้ดื่มก่อนประมาณ 1 ชม. เพราะว่าร่างกายเราต้องพักผ่อนยาวและไม่ได้รับประทานอาหารหรือน้ำต่างๆในช่วงที่หลับ และการที่เราหลับไปโดยที่กระหายน้ำอยู่ก็จะเป็นผลเสียต่อการซ่อมแซมส่วนต่างๆในร่างกายได้ นอกจากช่วงเวลาในการจะดื่มน้ำจะมีผลต่อสุขภาพแล้ว อุณหภูมิของน้ำก็เป็นประเด็นสำคัญเช่นเดียวกัน

 

อุณหภูมิของน้ำเย็น – น้ำร้อนมีผลต่อร่างกาย ?

อุณหภูมิของน้ำมีผลเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของน้ำที่เราจะได้รับ ปกติน้ำที่แนะนำให้ดื่มก็คือน้ำสะอาด ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป การดื่มน้ำเย็นเข้าไปจะมีผลเสียทำให้ระบบการย่อยอาหารมีปัญหาได้ เพราะว่ากระเพาะอาหารเมื่อเจอกับความเย็นประสิทธิภาพก็จะลดหรือด้อยลงไปทันที และอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำงานของเอนไซม์ต่างๆภายในกระเพาะอาหารอยู่ที่ประมาณ 25 – 40 องศาเซลเซียส การที่เราดื่มน้ำเย็นที่มีอุณหภูมิที่ 2 – 4 องศาเซลเซียสลงไป ก็จะทำให้ร่างกายต้องสูญเสียพลังเพื่อไปปรับน้ำที่ดื่มเข้าไปให้เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมของร่างกายในการย่อย ก็เลยทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยลดน้อยลงไป

 

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “ดื่มน้ำเย็นเสี่ยงตาย” เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำด้วย ถ้ากิจกรรมของเราหักโหมหรือออกกลางแดดจัดๆก็จะมีผลเสียถ้าเราดื่มน้ำเย็นจัดเข้าไปทันที ร่างกายอาจจะมีการปรับเปลี่ยนไม่ทัน ระบบเลือดและระบบความดันต่างๆอาจมีความผิดปกติได้

 

ข้อแนะนำในการดื่มน้ำให้ได้ประโยชน์สูงสุด

การดื่มน้ำให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องเลือกน้ำที่สะอาดแล้วก็ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป น้ำอุ่นหรือน้ำที่อุณหภูมิห้องเป็นน้ำที่เหมาะสมต่อการดื่มสำหรับร่างกายที่สุด และก็ช่วงเวลาที่เราดื่มก็ควรจะดื่มในช่วงเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้เมื่อเรากระหายน้ำเราก็ควรจะดื่มทันที แต่ก็ควรดื่มทีละน้อยแต่บ่อยครั้งก็จะดีกว่า การกินอาหารรสจัดก็จะทำให้เราสูญเสียน้ำไป เราก็ต้องมีการดื่มน้ำในปริมาณที่มากกว่ากว่าปกติ

 

แหล่งที่มา: ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.inmu.mahidol.ac.th/th/knowledge/view.php?id=411

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล